Management System Certification Institute (Thailand)

11th floor Yakult Building, 1025 Phaholyothin Rd., Samsen-Nai, Phayathai, Bangkok 10400

จุดตายโลจิสติกส์ไทย – จีน

16 February 2010

นับตั้งแต่อาเซียนและจีนได้ขยายความร่วมมือทางการค้าไปสู่การตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน ขึ้น แต่ที่ผ่านมาปริมาณการค้ากลับไม่ได้ขยายตัวมากเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของทั้ง 2 ภูมิภาค โดยสาเหตุหลักๆ เกิดจากปัญหาระบบโลจิสติกส์ของทั้ง 2 ภูมิภาคยังขาดประสิทธิภาพ เนื่องจากจีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายไปอย่างมากมายหลายมณฑล แต่การขนส่งสินค้าของไทยยังต้องอาศัยช่องทางโลจิสติกส์แบบเดิมโดยผ่านทางฮ่องกงเข้าไปสู่กวางโจวที่เป็นท่าเรือดั่งเดิมมาตลอด ทำให้ไม่สามารถขยายตลาดไปยังมณฑลใหม่ๆ ต้องกระจุกตัวขายได้แต่ตลาดเดิมๆ

ดังนั้น แนวทางแก้ไข รัฐบาลจะต้องเจรจาให้รัฐบาลจีนเปิดท่าเรือใหม่ๆ ให้กับสินค้าไทย เช่น ท่าเรือเมืองเซี่ยงไฮ้ และท่าเรือเทียนจิน ที่อยู่ใกล้กับปักกิ่ง ซึ่งในขณะนี้สินค้าไทยยังเข้าไม่ได้ และตลาดในบริเวณนี้มีกำลังซื้อสูงมาก โดยในขณะนี้สินค้าจำพวกผลไม้ไทย และข้าวหอมมะลิ ต้องส่งจากกวางโจวผ่านพ่อค้าคนกลางหลายทอด ทำให้มีต้นทุนที่สูง และสินค้าช้ำ เน่าเสีย

ในส่วนของการขนส่งทางอากาศ ขณะนี้ประเทศไทยเปิดสายการบินตรงไปสู่เมืองเซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง ที่มุ่งเน้นแต่เพียงการนำนักท่องเที่ยวจีนมายังประเทศไทย แต่ไม่ได้รองรับการขนส่งสินค้า และการเดินทางทำธุรกิจ โดยในเบื้องต้นควรขยายเส้นทางบินตรงไปสู่เมืองเทียนจิน ซึ่งอยู่ห่างจากนครปักกิ่งเพียง 200 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงเพียงครึ่งชั่วโมง ซึ่งจะทำให้การเดินทางจากเทียนจินมายังกรุงเทพฯ มีราคาถูกลง และยังลดการเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย มีเส้นทางบินตรงถึงเทียนจินแล้ว นอกจากนี้ ในระยะต่อไปควรเปิดเส้นทางบินตรงไปยังเมืองสำคัญอื่นๆ อีก 15 เมือง เพื่อให้ระบบโลจิสติกส์ทางอากาศไปสู่กลุ่มตลาดที่มีกำลังซื้อได้มากขึ้น เพราะ 1 มณฑลของจีนมีขนาดเท่ากับ 1 ประเทศ

แม้ว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน ได้เริ่มใช้มาหลายปี แต่ปัญหาทางการค้าก็ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ โดยเฉพาะในเรื่องของกฎระเบียบทางการค้าต่างๆ ที่จีนมีเงื่อนไขมากพอสมควร รวมไปถึงปัญหาระหว่างรัฐบาลกลาง และรัฐบาลมณฑลในเรื่องของระเบียบปฏิบัติ โดยแนวทางการแก้ไขนั้นในการเจรจาการค้ากับจีนจะต้องเจรจากันใน 2 ระดับ คือ ในระดับรัฐบาลกลาง และลงรายละเอียดภาคปฏิบัติ กับรัฐบาลระดับมณฑล และต้องลงไปเจรจาระดับรัฐบาลมณฑลอีกครั้ง

นอกจากนี้ แม้ว่าอาเซียนและจีน จะมีข้อตกลงการค้าเสรี ลดภาษีศุลกากรเป็น 0% แต่ในความจริงนอกจากภาษีศุลกากรแล้ว ยังมีภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งจีนมักเรียกเก็บในสินค้าที่จีนสามารถผลิตได้เอง ทำให้สินค้าผ่านแดนไทยจำเป็นต้องสวมสิทธิเป็นสินค้าของประเทศ สสป.ลาว และพม่า เพื่อให้ได้รับสิทธิพิเศษลดหย่อนภาษีในส่วนนี้ ซึ่งจีนจะให้เฉพาะประเทศที่มีชายแดนติดกับจีนเท่านั้น

ทั้งนี้ ยังมีอุปสรรคในเรื่องของมาตรฐานสินค้า ซึ่งไทยจะต้องทำให้จีนยอมรับมาตรฐานสินค้าของไทย ซึ่งถึงแม้ว่าที่ผ่านมามีการลงนามความร่วมมือในเรื่องของมาตรฐานสินค้าไปแล้วหลายฉบับ แต่ไม่สามารถใช้ในการปฏิบัติได้จริง ยังมีการตรวจสอบที่เข้มงวดมาก นอกจากนี้ การที่ไทยและจีนผลิตสินค้าที่คล้ายคลึงกัน และหลายสินค้าก็มีการแข่งขันกันเอง ทำให้ไม่สามารถขยายตัวเลขทางการค้าได้มาก

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาหลักๆ ได้แก่
  1. จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานทางโลจิสติกส์ที่สนับสนุนการลดต้นทุน เช่น ระบบเครือข่ายการจัดส่งและกระจายสินค้าภายในประเทศ การสร้างย่านตู้คอนเทนเนอร์ ของการรถไฟ และพัฒนาให้เป็นระบบเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบตามพื้นที่ยุทธศาสตร์ในประเทศ
  2. รัฐบาลควรสร้างรางรถไฟคู่ในบางช่วงที่มีการจราจรหนาแน่น
  3. สนับสนุนให้มีกองเรือสัญชาติไทย
  4. จัดตั้ง หรือเช่าศูนย์กระจายและจัดเก็บสินค้าในจีน
  5. สนับสนุนให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ รวมกลุ่มเป็นเครือข่ายในการจัดหา
  6. ศึกษาถึงความเป็นไปได้ของการลงทุนตั้งบริษัทผลิตหรือซ่อมแซมตู้คอนเทนเนอร์
  7. แก้ไขปัญหาในด้านความสูงของสะพานนวลฉวี เพื่อสนับสนุนการขนส่งทางลำน้ำ
  8. ปรับอัตราค่าธรรมเนียมการใช้ท่าเรือชายฝั่งให้มีราคาต่ำส่งเสริมให้หันมาใช้ท่าเรือชายฝั่งมากขึ้น
  9. เพื่อความรวดเร็วในการออกเอกสารรับรองและผลการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ส่งออก
  10. สนับสนุนให้มีศูนย์รวบรวมข้อมูลการขนส่งแก่ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์และผู้รับบริการ
  11. การวิเคราะห์ความต้องการสินค้าของจีน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดจีนอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดการค้าระว่างไทย – จีน ก็คืบหน้าไปอีกขั้นหลังจากได้ลงนามความตกลงการขยายความร่วมมือทวิภาคีทางเศรษฐกิจและการค้าในเชิงกว้างและเชิงลึก ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน (EDBETC) โดยความตกลงดังกล่าวครอบคลุมการส่งเสริมและการขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านกฎระเบียบการค้า การจัดงานแสดงสินค้าและกำหนดให้มีสาขาความร่วมมือที่สองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน 10 สาขา เช่น เกษตรและอาหาร พลังงานโลจิสติกส์ ท่องเที่ยวและร้านอาหาร และ SMEs เป็นต้น ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่าการจัดทำความตกลงในครั้งนี้ จะส่งเสริมให้การค้าขยายตัวไปสู่เป้าหมาย 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ การลงทุน 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และนักท่องเที่ยว 4 ล้านคน ได้โดยรวดเร็ว

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ทรานสปอร์ต เจอร์นัล ปีที่ 12 ฉบับที่ 537 วันที่ 1 – 12 กรกฎาคม 2552

System

Traning & Coaching


Ideation


Help Desk


Share this page


MASCI Member


More Information




  • Copyright 2010 © Management System Certification Institute (Thailand). All rights reserved.