|
|||||
9 April 2010
ข้อมูลจากคณะผู้แทนไทยประจำปีประชาคมยุโรป ณ บรัสเซลล์เกี่ยวกับการดูงานบริการด้านโลจิสติกส์สำหรับอาหารในเบลเยี่ยม ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพธุรกิจโลจิสติกส์ของยุโรปพร้อมข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ สรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้
1. บริษัท King Transport และบริษัท King Freeze เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ประกอบการธุรกิจบริการโลจิสติกส์สำหรับสินค้าอาหารที่ดำเนินการแบบครบวงจร ประกอบด้วย
- บริษัท King Transport ตั้งอยู่ที่เมือง Grâce-Hollogne ให้บริการด้านการเป็นศูนย์กระจายสินค้า (distribution centre) มีการใช้ระบบมาตรฐานประกันคุณภาพ ISO 9001 และ HACCP ทำการขนส่งกระจายสินค้าแช่เยือกแข็งและแช่เย็นในเขตเบเนลักซ์และฝรั่งเศสทางตอนเหนือ นอกจากนี้ยังสามารถขนส่งไปยังประเทศอื่นๆ ได้ด้วยการมีระบบเครือข่ายกับบริษัทขนส่งทั่วยุโรป มีการจัดรถบรรทุก 2 คันเตรียมพร้อมตลอดเวลาสำหรับการจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าในกรณีฉุกเฉิน ลูกค้าไทยที่ใช้บริการอยู่ในปัจจุบันคือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ (มหาชน) จำกัด
- บริษัท King Freeze ตั้งอยู่ที่เมื่อง Hoeselt ใกล้เมือง Liege ในแคว้น Wallonia ซึ่งถือเป็นศูนย์โลจิสติกส์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป ให้บริการคลังสินค้าเพื่อการแช่เยือกแข็ง (deep frozen) ด้วย ความจุ 16,000 pallets และแช่เย็น (chilled) ด้วยความจุ 2,000 pallets จัดทำระบบการเก็บสินค้าที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มีความสามารถในการแช่เยือกแข็งและละลายสินค้า (defrost) ได้ด้วยเวลาอันรวดเร็วและได้ใบรับรองให้สามารถเก็บสินค้าอาหาร organic ได้
2. การดำเนินการด้านอื่นๆ
- การอำนวยความสะดวกทางด้านพิธีการศุลกากร โดยบริษัทมีเครือข่ายกับผู้แทนที่มีบริการจัดการด้านพิธีการศุลกากรที่ท่าเรือ
- บริการอื่นๆ ที่เป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้า เช่น การติดฉลากใหม่ (relabelling) การบรรจุหีบห่อใหม่ (re-packaging) และการแยก/คัดเลือกบรรจุตามคำสั่ง (order-picking)
3. ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ในยุโรปเสนอความเห็นว่า นอกเหนือจากการใช้ผู้นำเข้าต่างชาติหรือการจัดส่งสินค้าแบบ FOB เช่นที่ดำเนินการกันอยู่ ผู้ส่งออกสินค้าอาหารไทยเข้าตลาดยุโรปควรจะพิจารณาใช้วิธีการค้าแบบ one-man trading แทนการตั้งบริษัทในยุโรป ด้วยการจ้าง trading agent หนึ่งคนที่มีความคล่องตัวในการเดินทางและติดต่อประสานงานกับบริษัทยุโรป ทำหน้าที่ในการหาลูกค้าและประสานงานเรื่องการสั่งสินค้ากับบริษัทแม่ที่ไทย โดยใช้ประโยชน์จากความพร้อมของระบบจัดการโลจิสติกส์ของบริษัทเอกชนในยุโรป ที่มีอยู่แล้ว (แบบ door-to-door) ในการจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า
วิธีนี้คุ้มค่าและเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนตั้งคลังสินค้า (warehouse) เพื่อเป็นศูนย์กระจายสินค้า (distribution center) ของตนเองมาก ทั้งนี้ เอกชนสิงคโปร์ได้ลองใช้วิธีนี้และประสบความสำเร็จมาแล้ว จากที่เริ่มต้นด้วยการไม่มีลูกค้าในยุโรปเลย ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านยูโร
ที่มา : อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายอุตสาหกรรม) ออสเตรีย 30 มีนาคม 2553
| Contact: Inspection Body Department |
| Telephone: 02-617-1727 ext. 214 |
| Fax: 02-617-1708 |
| Email: attapon@masci.or.th |