|
|||||
22 June 2012
หน่วยงานความปลอดภัยอาหารแห่งยุโรป (EFSA): อยู่ระหว่างการทบทวนข้อมูลและประเมินความเสี่ยงใหม่ สำหรับค่ามาตรฐานของปริมาณสารปนเปื้อนที่ร่างกายมนุษย์สามารถทนรับได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ (Tolerable Daily Intake: TDI) ของสาร Bisphenol A หรือ BPA ซึ่งเป็นสารเคมีที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารที่ทำมาจากพอลิคาร์บอเนต (Polycarbonate: PC) อาทิ ภาชนะกระป๋องพลาสติก ขวดน้ำ ขวดนมเด็ก เป็นต้น ซึ่งอาจมีโอกาสปนเปื้อนละลายอยู่ในอาหารได้ ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและพัฒนาการของทารกและเด็กเล็ก รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ได้
สาระสำคัญของการทบทวน: เนื่องจากหน่วยงาน EFSA ได้กำหนดค่า TDI ของ BPA ที่สามารถมีได้ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน ไว้นับตั้งแต่ปี 2549 โดยมิได้มีการทบทวนและวิเคราะห์ความเสี่ยงใหม่นานกว่า 7 ปีแล้ว
นอกจากนี้ ระหว่างช่วงปี 2549 – 2554 ที่ผ่านมา EU ได้มีการประกาศกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการห้ามใช้ BPA ออกมา ได้แก่ Commission Directive 2011/8/EU of 28 January 2011 amending Directive 2002/72/EC as regards the restriction of use of Bisphenol A in plastic infant feeding bottles (ปี 2554) ซึ่งเป็นประกาศระงับการใช้สาร BPA ในขวดนมเด็ก และห้ามการวางจำหน่ายและนำเข้าขวดนมเด็กที่มี BPA ส่งผลให้ประเทศในกลุ่ม EU ที่นอกจากจะปฏิบัติตามกฎระเบียบกลางฉบับนี้แล้ว ยังได้มีประเทศสมาชิก EU บางประเทศ ทำการประกาศเป็นกฎหมายเฉพาะของประเทศตนเอง ระงับการใช้สารดังกล่าวในบรรจุภัณฑ์อาหารที่ทำจากพลาสติกด้วยเช่นกัน ได้แก่
• ฝรั่งเศส ประกาศเป็นพระราชบัญญัติห้ามใช้สาร BPA ในวัสดุสัมผัสอาหารทุกประเภท
• เดนมาร์ก ห้ามใช้สาร BPA ในวัสดุสัมผัสอาหารสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 3 ปี
• ออสเตรีย ห้ามผลิตและห้ามจำหน่ายสินค้าประเภทหัวนมยางสำหรับเด็ก (Pacifiers and teethers) ที่มีสาร BPA เป็นองค์ประกอบ และ
• ประเทศล่าสุด คือ สวีเดน ได้มีประกาศแก้ไขระเบียบว่าด้วยอาหาร (2006:813) เพิ่มเติมข้อกำหนดเกี่ยวกับการห้ามใช้สาร BPA และส่วนประกอบของสาร BPA ที่ใช้เป็นสารเคลือบบรรจุภัณฑ์อาหารสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 3 ปี ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป
ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย: พบว่า ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าในกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกไปยัง EU มีมูลค่าสูง อาทิ ปี 2554 มีการส่งออกไปยังประเทศสวีเดนมูลค่าประมาณ 108 ล้านบาท และช่วง 3 เดือนแรกของปี 2555 (มกราคม – มีนาคม 2555) มีมูลค่าการส่งออกราว 35 ล้านบาท ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ จึงควรระมัดระวังการใช้สาร BPA และสารประกอบ BPA ในการผลิตสินค้าของตนเอง และควรมีการตรวจสอบอย่างรัดกุมก่อนการส่งออก
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
1. ACFS-Early-Warning Update - No.3943 - June- 2012
2. http://www.newsplus.co.th/NewsDetail.php?id=43890
3. http://www.foodnetworksolution.com/vocab/word/2028