ISO 9001:2026 ก้าวสำคัญสู่การยกระดับระบบบริหารงานคุณภาพที่ยั่งยืน

ISO 9001:2026 — A Major Step Toward a Sustainable Quality Management System

ISO 9001 คือมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ (Quality Management System: QMS) ที่ได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลายที่สุดในระดับสากลจากองค์กรกว่า 1 ล้านแห่งใน 170 ประเทศที่ได้รับการรับรอง นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2530 (ค.ศ. 1987)

มาตรฐานนี้ได้รับการทบทวนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจ เทคโนโลยี และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียที่เปลี่ยนแปลงไป

ตามร่าง ISO/FDIS 9001:2026 ซึ่งอยู่ในขั้น Final Draft International Standard การปรับปรุงครั้งนี้ยังคงโครงสร้างหลักของ ISO 9001:2015 แต่ยกระดับถ้อยคำและเจตนารมณ์ของข้อกำหนดให้ชัดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมคุณภาพ (Quality Culture) พฤติกรรมเชิงจริยธรรม (Ethical Behaviour) การคิดเชิงความเสี่ยงและโอกาส และการจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ

กล่าวได้ว่า ISO 9001:2026 ไม่ใช่การรื้อระบบเดิม แต่เป็นการปรับวิวัฒนาการของ QMS ให้พร้อมรองรับองค์กรยุคใหม่ที่ต้องสร้างคุณภาพควบคู่กับความยืดหยุ่น ความยั่งยืน และความเชื่อมั่นของลูกค้า

สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลงใน ISO 9001:2026

ISO/FDIS 9001:2026 ระบุการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่องค์กรควรทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อม แบ่งออกเป็น 5 ประเด็นในข้อกำหนดหลัก และ 1 ส่วนเพิ่มเติมที่อธิบายฐานแนวคิดรองรับจาก ISO/FDIS 9000:2026

1. การเพิ่มนิยามศัพท์หลักในตัวมาตรฐาน (Clause 3 — Terms and Definitions)

ข้อแตกต่างเชิงโครงสร้างที่เห็นได้ชัด คือการเพิ่มนิยามศัพท์หลัก 20 คำไว้ในตัว ISO 9001 โดยตรงในขณะที่ ISO 9001:2015 อ้างอิงนิยามจาก ISO 9000 ทั้งหมด

การเพิ่มนิยามในตัวมาตรฐานช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการตีความและทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจคำสำคัญร่วมกันจากเอกสาร ISO 9001 ได้มากขึ้น

กลุ่มโครงสร้างและระบบ (6 รายการ):  Organization, Interested party, Top management, Management system, Policy และ Objective — โดยสามรายการหลังมีนิยามย่อยซ้อนอยู่ ได้แก่ Quality management system (3.4.1), Quality policy (3.5.1) และ Quality objective (3.6.1)

กลุ่มวางแผนและประเมินผล (7 รายการ):  Risk, Process, Competence, Documented information, Performance, Continual improvement และ Effectiveness

กลุ่มตรวจประเมินและปรับปรุง (7 รายการ):  Requirement, Conformity, Nonconformity, Corrective action, Audit, Measurement และ Monitoring

อย่างไรก็ตาม ISO 9000 ยังคงเป็นแหล่งอ้างอิงหลักสำหรับพื้นฐานและคำศัพท์ด้านการบริหารคุณภาพอย่างครบถ้วนสมบูรณ์โดย ISO/FDIS 9001:2026 ระบุ Normative Reference เป็น ISO/DIS 9000 ซึ่งเป็นผลจากการที่ ISO/FDIS 9001 ได้รับการร่างขึ้นก่อนที่ ISO 9000 จะเลื่อนสู่ขั้น FDIS และการอ้างอิงนี้จะได้รับการปรับปรุงในฉบับที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า ISO/FDIS 9000:2026 ได้ปรับชื่อมาตรฐานเป็น “Quality management — Fundamentals and vocabulary” (จากเดิม “Quality management systems — Fundamentals and vocabulary”) ซึ่งสะท้อนขอบเขตของแนวคิดด้านคุณภาพที่กว้างกว่าระบบบริหารงานคุณภาพเพียงอย่างเดียว

2. บูรณาการวัฒนธรรมคุณภาพและจริยธรรม (Quality Culture & Ethical Behaviour)

ประเด็นเด่นของ ISO 9001:2026 คือการนำ Quality Culture และ Ethical Behaviour เข้าสู่ข้อกำหนดอย่างชัดเจน เพื่อให้คุณภาพไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายระบบหรือฝ่ายควบคุมคุณภาพ แต่เป็นพฤติกรรมร่วมของทั้งองค์กร ครอบคลุมข้อกำหนด 3 ระดับ ดังต่อไปนี้

Clause 5.1.1 — ภาวะผู้นำ  ผู้บริหารระดับสูงต้องส่งเสริม Quality Culture และ Ethical Behaviour ควบคู่ไปกับ Process Approach และ Risk/Opportunity-based thinking

Clause 7.1.4 — สภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน  สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสามารถได้รับอิทธิพลจาก Quality Culture และ Ethical Behaviour ขององค์กร

Clause 7.3 — ความตระหนักรู้  บุคลากรที่ทำงานภายใต้การควบคุมขององค์กรต้องตระหนักถึง Quality Culture และ Ethical Behaviour

ใน ISO/FDIS 9000:2026 แนวคิด Quality Culture ได้รับการนิยามว่าเป็น “วัฒนธรรมที่สนับสนุนการบรรลุนโยบายและวัตถุประสงค์ด้านคุณภาพ รวมถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียอื่น” โดยวัฒนธรรมในที่นี้ครอบคลุมทั้งค่านิยม ความเชื่อ ประวัติศาสตร์ จริยธรรม ทัศนคติ และพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้ร่วมกัน (shared values, beliefs, history, ethics, attitudes and observed behaviours)

หมายเหตุ: การที่ ISO/FDIS 9000:2026 บรรจุ “history” และ “ethics” ไว้ในนิยามวัฒนธรรม สะท้อนว่าการสร้าง Quality Culture ต้องอาศัยการสั่งสมในระยะยาวผ่านพฤติกรรมจริง ไม่ใช่เพียงการออกนโยบายหรือการฝึกอบรมครั้งเดียว

3. การแยกการจัดการความเสี่ยงและโอกาสอย่างเป็นระบบ (Clause 6.1)

ใน ISO 9001:2015 ความเสี่ยงและโอกาสถูกรวมไว้ใน Clause 6.1 เดียวกัน แต่ ISO 9001:2026 แยกแนวคิดทั้งสองออกจากกันอย่างชัดเจนเพื่อให้องค์กรไม่ปะปนกันระหว่างกระบวนการ “ป้องกันสิ่งที่ไม่ต้องการ” กับการ “มุ่งหาสิ่งที่ต้องการ”

Clause 6.1.1 — Determining risks and opportunities:  กำหนดให้พิจารณาความเสี่ยงและโอกาสที่จำเป็นต้องจัดการเพื่อให้ QMS บรรลุผลลัพธ์ที่พึงประสงค์

Clause 6.1.2 — Actions to address risks:  มุ่งวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องข้อกำหนด รวมถึงความพึงพอใจของลูกค้า

Clause 6.1.3 — Actions to address opportunities:  มุ่งวิเคราะห์และประเมินโอกาสที่อาจช่วยให้องค์กรส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีขึ้น และสนับสนุนการบรรลุผลลัพธ์ของ QMS

การแยกแนวคิดทั้งสองให้อยู่ใน Clause ที่แยกจากกันทำให้การวางแผนมีความแม่นยำขึ้น องค์กรจึงควรจัดทำหรือปรับปรุง Risk Register และ Opportunity Register ให้มีเกณฑ์ประเมิน วิธีติดตามผล และผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนแยกออกจากกันด้วย

4. การเสริมความเข้มแข็งของการจัดการการเปลี่ยนแปลง (Clause 6.3)

Clause 6.3 ได้รับการยกระดับจากการวางแผนการเปลี่ยนแปลงในภาพรวม ไปสู่การจัดการการเปลี่ยนแปลงที่ครอบคลุมวงจร PDCA มากขึ้นโดยขยายจาก 4 ปัจจัยใน ISO 9001:2015 เป็น 7 ปัจจัย ดังนี้

(a)  วัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงและผลที่อาจเกิดขึ้น

(b)  ผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของ QMS

(c)  ความพร้อมของทรัพยากรและข้อมูล

(d)  การจัดสรรหรือจัดสรรใหม่ของความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่

(e)  การสื่อสารการเปลี่ยนแปลงไปยังผู้เกี่ยวข้อง  [ใหม่]

(f)  การติดตามและประเมินประสิทธิผลของการเปลี่ยนแปลง  [ใหม่]

(g)  การทบทวนผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงเพื่อยืนยันว่าเกิดผลตามที่ตั้งใจ  [ใหม่]

หมายเหตุ: ปัจจัย (e)–(g) ที่เพิ่มใหม่สะท้อนหลักการ PDCA อย่างชัดเจน: Plan (a–d) → Do → Check (f) → Act (g) ทำให้ Change Management กลายเป็นวงจรที่สมบูรณ์

ในเชิงปฏิบัติ องค์กรควรปรับแบบฟอร์ม Change Management ให้ครอบคลุมทั้ง “ก่อนเปลี่ยน ระหว่างเปลี่ยน และหลังเปลี่ยน” เพื่อให้การเปลี่ยนแปลง QMS มีหลักฐานการสื่อสาร การติดตาม และการเรียนรู้กลับเข้าสู่ระบบ

5. การบูรณาการประเด็นสภาพภูมิอากาศและการยกระดับ Annex A

ISO 9001:2026 สะท้อนทิศทางของมาตรฐานระบบการจัดการที่ต้องพิจารณาประเด็นสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะใน Clause 4 และคำอธิบายใน Annex A

Clause 4.1 —  กำหนดให้องค์กรพิจารณาว่า Climate Change เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริบทองค์กรหรือไม่

Clause 4.2 —  เพิ่มหมายเหตุว่าผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อกำหนดด้าน Climate Change ที่องค์กรต้องนำมาพิจารณา

Annex A —  ได้รับการปรับปรุงให้เป็นคำอธิบายเชิงเจตนาและการนำไปใช้ของข้อกำหนด โดยไม่เพิ่มข้อกำหนดใหม่ และแยกคำอธิบาย Risk-based thinking (A.6.1.2) และ Opportunity-based thinking (A.6.1.3) ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ Annex B (รายการมาตรฐานสนับสนุน) ถูกยกเลิกและรวมเนื้อหาเข้าใน Annex A แทน

ประเด็นนี้ไม่ได้ทำให้ ISO 9001 กลายเป็นมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แต่ทำให้องค์กรต้องพิจารณาว่าปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องข้อกำหนดหรือไม่

6. สิ่งที่ ISO/FDIS 9000:2026 เตรียมไว้รองรับ ISO 9001:2026

ISO/FDIS 9000:2026 มีบทบาทมากกว่าเอกสารคำศัพท์ เพราะได้ขยาย “ฐานแนวคิด” ของการบริหารคุณภาพให้ทันต่อบริบทใหม่โดยเพิ่ม Fundamental quality management concepts ใน Clause 4.3 และ Additional concepts relevant to quality management ใน Clause 4.4 ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานตีความ ISO 9001:2026 ได้ครบมิติยิ่งขึ้น

แนวคิดเพิ่มเติมที่ควรติดตาม ได้แก่ Circular Economy, Emerging Technologies, Innovation, Change Management, Customer Experience, Knowledge Management, Information Management, People Aspects และ Business Continuity ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อกำหนดโดยตรงทั้งหมดใน ISO 9001:2026 แต่เป็นกรอบคิดที่ช่วยให้องค์กรประยุกต์ข้อกำหนดได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ISO/FDIS 9000:2026 ยังมีนิยาม “process owner” ในสองบริบท ได้แก่ บริบทด้านผลลัพธ์และประสิทธิภาพทางธุรกิจ (3.2.6) และบริบทด้านวัฒนธรรมคุณภาพ (3.3.3) ซึ่งสะท้อนว่าบทบาทเจ้าของกระบวนการมีทั้งมิติผลลัพธ์เชิงประสิทธิภาพและมิติการรักษาพฤติกรรมคุณภาพในกระบวนการ องค์กรจึงควรกำหนดเจ้าของกระบวนการให้ชัดทั้งด้านอำนาจหน้าที่ ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และการส่งเสริมวัฒนธรรมคุณภาพในกระบวนการนั้น


ตารางเปรียบเทียบสาระสำคัญ ISO 9001:2015 กับ ISO 9001:2026


กรอบเวลาการเปลี่ยนผ่านระบบ (Transition Timeline)

ระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านโดยทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 ปีนับจากวันประกาศใช้มาตรฐานฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ องค์กรควรติดตามประกาศจาก ISO, IAF (หรือปัจจุบัน คือ Global ACI) และหน่วยรับรองที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันกำหนดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นทางการ


แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับองค์กร

ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่เริ่มต้นใหม่ หรือองค์กรที่ได้รับการรับรอง ISO 9001:2015 อยู่แล้ว ทีมงานหลัก (Core Team) ควรเตรียมการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบโดยพิจารณาจัดลำดับกิจกรรมตาม 3 ระยะของ Transition Period ดังนี้

ระยะที่ 1 — ปีแรก วิเคราะห์และวางแผน

  • ทำ Gap Analysis โดยเปรียบเทียบระบบ QMS ปัจจุบันกับข้อกำหนดใหม่ โดยเน้น Clause 3, 4.1, 5.1.1, 6.1, 6.3, 7.1.4 และ 7.3
  • จัดทำ Transition Roadmap ที่กำหนดโครงการหลัก ผู้รับผิดชอบ ทรัพยากร ระยะเวลา และตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างชัดเจน

ระยะที่ 2 — ปีที่ 2 ปรับปรุงระบบและพัฒนาคน

  • ปรับปรุง Risk & Opportunity Register ให้แยกมิติความเสี่ยงและโอกาส พร้อมเกณฑ์ประเมิน วิธีติดตามผล และหลักฐานการประเมินประสิทธิผล
  • ปรับปรุง Change Management Form ให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ ผลกระทบ ทรัพยากร ความรับผิดชอบ การสื่อสาร การติดตาม และการทบทวนผลลัพธ์ (ครบ 7 ปัจจัย)
  • ออกแบบ Awareness Program เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง Quality Culture, Ethical Behaviour, Risk-based thinking และ Opportunity-based thinking สำหรับบุคลากรทุกระดับ
  • ทบทวนบทบาท Process Owner ให้ชัดเจน ทั้งด้านความรับผิดชอบ อำนาจหน้าที่ ตัวชี้วัด และบทบาทในการรักษาวัฒนธรรมคุณภาพของกระบวนการ

ระยะที่ 3 — ปีที่ 3 ตรวจสอบและรับรอง

  • เตรียม Internal Auditor ให้สามารถตรวจประเมินประเด็นใหม่ที่มีลักษณะเชิงพฤติกรรมและเชิงระบบ เช่น Quality Culture, Ethical Behaviour และการจัดการการเปลี่ยนแปลง
  • ดำเนินการ Internal Audit ครอบคลุมข้อกำหนดใหม่ และเตรียมรับการตรวจประเมินจากหน่วยรับรองเพื่อเปลี่ยนเวอร์ชัน

วิวัฒนาการสู่คุณภาพที่มีจิตสำนึกร่วมกัน

การเปลี่ยนผ่านสู่ ISO 9001:2026 ไม่ใช่เพียงการอัปเดตเอกสารหรือแบบฟอร์ม แต่เป็นโอกาสให้องค์กรทบทวนว่าระบบบริหารงานคุณภาพได้รับการปลูกฝังให้กลายเป็นส่วนหนึ่ง (embed) ของวิธีคิด วิธีทำงาน และพฤติกรรมของคนในองค์กรเพียงใด

เมื่อ Quality Culture, Ethical Behaviour, Risk-based thinking, Opportunity-based thinking และ Change Management ได้รับการบูรณาการเข้ากับกระบวนการหลัก QMS แล้ว ก็จะไม่ได้เป็นแค่ระบบเพื่อการรับรอง แต่จะกลายเป็นกลไกในการสร้างความเชื่อมั่น ความยืดหยุ่น และคุณค่าระยะยาวให้แก่ลูกค้า องค์กร และผู้มีส่วนได้เสีย


ท่านที่สนใจองค์ความรู้หรือบริการฝึกอบรม (Public Training / In-House Training) และการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching) ด้านการจัดการระดับสากลและระดับประเทศ

สามารถสอบถามได้ที่ฝ่ายบริการเทคนิค

โทร. 02-617-1723–36   |   [email protected]

ฉบับปรับปรุงเพื่อเผยแพร่  |  อ้างอิงร่าง ISO/FDIS 9001:2026 และ ISO/FDIS 9000:2026